ผู้เอาประกันชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการผ่อนผันการชำระเงินได้ โดยการยืดระยะเวลาได้ประมาณ 30 หรือ 60 วัน
ข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ผู้อ่านสามารถวางแผนดำเนินการได้ 8 แนวทางด้วยกัน ดังนี้ครับ
1. จ่ายเบี้ยประกันในระยะเวลาผ่อนผัน เมื่อครบกำหนดวันที่ต้องชำระเบี้ยประกัน แม้ผู้เอาประกันภัยยังไม่ได้ชำระเบี้ยประกัน กรมธรรม์ก็จะยังไม่สิ้นผลบังคับไปเพราะตามเงื่อนไขกรมธรรม์จะยังมีระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) โดยปกติจะมีระยะเวลา 31 วัน นับแต่วันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย ดังนั้นหากผู้เอาประกันภัยไม่สามารถชำระเบี้ยประกันได้ในวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย ผู้เอาประกันภัยยังมีเวลาอีกเล็กน้อยที่จะหาเงินมาชำระค่าเบี้ยประกันภัยได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่อย่าชะล่าใจปล่อยให้เนิ่นนานจนพ้นระยะเวลาผ่อนผันนะครับ เพราะจะทำให้กรมธรรม์ประกันภัยของท่านขาดอายุ และจะทำให้ท่านไม่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์อีกด้วย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่จะเหมาะสำหรับผู้เอาประกันที่เกิดปัญหาทางการเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
2. เปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกัน ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันเป็นรายปี จำนวนเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดจะค่อนข้างสูง ดังนั้นท่านอาจแบ่งภาระค่าใช้จ่ายให้เหลือจำนวนน้อย โดยอาจจะขอแบ่งออกเป็นรายเดือน ราย3 เดือน หรือ ราย 6 เดือน ซึ่งจะช่วยให้จำนวนเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายในแต่ละงวดน้อยลง แต่ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เบี้ยประกันรวมในแต่ละปีจะสูงกว่าการชำระเป็นรายปีเพียงครั้งเดียว เพราะยิ่งแบ่งย่อยมากเท่าไหร่ เบี้ยประกันก็จะถูกบวกเพิ่มมากเท่านั้น ดังนั้นผู้เอาประกันควรวางแผนการเงินให้ดีก่อนเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกัน และเมื่อสภาพทางการเงินดีขึ้นแล้วค่อยเปลี่ยนกลับมาชำระเบี้ยประกันเป็นรายปีก็ได้ครับ
3. การลดจำนวนเงินเอาประกัน ในการทำประกันชีวิตนั้นถ้าจำนวนเงินเอาประกันสูง เบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย ฉะนั้นเมื่อลดจำนวนเงินเอาประกันลง เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายก็จะลดลงด้วย แต่ในการลดเงินเอาประกันก็มีเงื่อนไขว่ากรมธรรม์ประกันภัยนั้นต้องไม่มี “หนี้เงินกู้” ถ้าหากมีก็ต้องชำระให้หมดเสียก่อน
4. การเปลี่ยนแบบการประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตทุกแห่งจะมีแบบประกันชีวิตที่หลากหลายไว้รองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันไป และในแบบประกันที่ต่างกันย่อมทำให้อัตราเบี้ยประกันในแต่ละแบบแตกต่างกันออกไปด้วย โดยผู้เอาประกันที่ทำประกันชีวิตที่มีผลประโยชน์สูง เช่น มีการจ่ายผลประโยชน์ทุกๆ 3 ปี หรือครบกำหนดจ่าย 2 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย จำนวนเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายในแต่ละงวดก็จะสูงไปด้วย ดังนั้นการเปลี่ยนแบบประกันชีวิตที่มีผลประโยชน์ลดลงก็จะช่วยให้เบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายลดลง ทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องแบกรับภาระชำระเบี้ยประกันจำนวนสูงๆ ได้ ซึ่งก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามผู้เอาประกันภัยก็จะต้องตรวจสอบความต้องการของตนเองด้วยว่ากรมธรรม์ประกันภัยแบบนั้นๆ ตรงตามความต้องการของท่านหรือไม่
ข้อมูลจาก : alife
การผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย
บริษัทให้ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย หากมิได้ชำระเบี้ยประกันภัย
– กรมธรรม์ประเภทสามัญ ระยะเวลาผ่อนผัน 31 วัน นับตั้งแต่วันถึงกำหนดชำระ
– กรมธรรม์ประเภทอุตสาหกรรม ระยะเวลาผ่อนผัน 60 วัน นับตั้งแต่วันถึงกำหนดชำระ
โดยถือว่ากรมธรรม์ยังคงมีผลบังคับในระหว่างระยะเวลาผ่อนผัน ซึ่งกรมธรรม์จะหมดความคุ้มครอง หากมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยภายในระยะเวลาผ่อนผัน เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับมูลค่า กรมธรรม์ประกันภัย
ข้อมูลจาก : ocean
