หมายถึงการกระจายการเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัยกับผู้รับประกันภัยด้วยกันเอง เนื่องจากความสามารถในการรับเสียงภัยไว้เองของบริษัทมีจำกัด จึงกระจายการเสี่ยงภัยส่วนที่เหลือให้กับผู้รับประกันภัยอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่า ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer)
ความจำเป็นของการทำประกันภัยต่อ
1. ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยมีมูลค่าสูงกว่าเงินกองทุนของบริษัท
2. ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยมีความเสี่ยงภัยสูง
3. สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยมีความเสี่ยงภัยสูง
4. ข้อจำกัดของกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทประกันภัยรับเสี่ยงภัยไว้เองได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกองทุน
ประโยชน์ของการประกันภัยต่อ
1. เพิ่มศักยภาพในการรับประกันภัย
2. เพื่อให้เกิดเสถียรภาพกับผลการรับประกันภัย
3. เพื่อกระจายความเสี่ยงภัยออกไปให้กว้างขวางขึ้น
4. เพื่อความมั่นคงทางด้านการเงิน
5. เพื่อรับบริการทางวิชาการจากบริษัทรับประกันภัยต่อ
ประเภทของการประกันภัยต่อ
1. การประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย (Facultative Reinsurance) คือการประกันภัยซึ่งบริษัทเอาประกันภัยต่อต้องเสนอรายละเอียดของภัยแต่ละราย ไปให้กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อพิจารณา ซึ่งอาจจะกระทำโดยทางจดหมาย โทรศัพท์ โทรสาร หรืออื่น ๆ บริษัทรับประกันภัยต่อสามารถที่จะบอกรับหรือปฏิเสธการเอาประกันภัยต่อชนิดนี้ได้
2. การประกันภัยต่อแบบสัญญา (Treaty Reinsurance) คือการประกันภัยที่เป็นข้อผูกมัดระหว่างบริษัทเอาประกันภัยต่อจะต้องประกันภัยต่อให้แก่ผู้รับประกันภัยต่อ และผู้รับประกันภัยต่อสัญญาว่าจะรับประกันภัยต่อในสัดส่วนที่ได้ตกลงกันไว้ การประกันภัยต่อแบบนี้แบ่งออกเป็น
2.1 การประกันภัยต่อแบบเป็นสัดส่วน การประกันภัยต่อแบบนี้ กำหนดจากจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นหลัก เบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมทดแทนจะแบ่งกันระหว่างผู้เอาประกันภัยต่อกับผู้รับประกันภัยต่อตามอัตราส่วนของจำนวนเงินเอาประกันภัยของแต่ละฝ่ายที่รับเสี่ยงภัย
2.2 การประกันภัยต่อแบบไม่เป็นสัดส่วน การประกันภัยแบบนี้ จะไม่กำหนดจากจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่จะกำหนดจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนเป็นหลัก โดยผู้รับประกันภัยต่อจะชดใช้ก็ต่อเมื่อค่าสินไหมทดแทนสูงกว่าวงเงินที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ได้ตกลงกันไว้
วิธีการทำประกันภัยต่อ
1. ทำประกันภัยต่อกับบริษัทประกันภัยต่อโดยตรง
2. ทำประกันภัยต่อโดยผ่านนายหน้าบริษัทประกันภัยต่อ
ข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
การบริหารจัดการประกันภัยต่อ (Reinsurance Management)
บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ได้นำการประกันภัยต่อมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงจากการรับประกันภัยให้เกิดประสิทธิภาพ และ พัฒนาวิธีการในการบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการรับประกันภัยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อ (Reinsurance Management Strategy) ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน คปภ. โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้
1. ต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้(Risk Appetite) ตามที่บริษัทกำหนด
2. กำหนดระดับความเสี่ยงสูงสุด (Risk Tolerance) ขีดจำกัดในการรับความเสี่ยงภัยไว้เอง (Retention Limit) และจำนวนความเสี่ยงภัยสุทธิ (Net Amount at risk)
3. กำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
4. กำหนดประเภทการทำประกันภัยต่อและประเภทสัญญาประกันภัยต่อ
5. การกำหนดกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อต้องเชื่อมโยงกับนโยบายการรับประกันภัย นโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สอดคล้องกับการดำรง เงินกองทุนของบริษัท
6. กำหนดกระบวนการในการติดตามผล เพื่อใช้ในการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
7. มีการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องทางการเงิน โดยการติดตามความมั่นคงทางการเงินของบริษัทรับประกันภัยต่อ ข้อกำหนดเงินถือและ หลักประกันสำหรับการประกันภัยต่อ ข้อกำหนดการจ่ายสินไหมทดแทนเร่งด่วน
8. บริษัทมีนโยบายไม่ทำประกันภัยต่อทางการเงิน (Financial Reinsurance) หรือการประกันภัยต่อแบบจำกัด (Finite Reinsurance) และผลิตภัณฑ์การโอนความเสี่ยง ทางเลือก (Alternative Risk Transfer Products)
ข้อมูลจาก : dhipayalife
