1.ติดต่อบริษัทประกันชีวิตได้โดยตรงหรือผ่านตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย
2.เลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ
3.วงเงินเอาประกันภัยที่ต้องการ โดยพิจารณาประกอบกับรายได้ประจำที่ได้รับ และกำลังความสามารถในการส่งเบี้ยประกันภัย
4.กรอก รายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านในแบบคำขอเอาประกันชีวิต โดยแถลงความจริงทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติการรักษาพยาบาลและคำแถลงเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะการปิดบังในสาระสำคัญเหล่านี้จะเป็นเหตุให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม กรมธรรม์
5.ใน กรณีที่ตัวแทนเป็นผู้กรอกแบบคำขอเอาประกันชีวิตแทนท่าน ให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงชื่อในแบบคำขอเมื่อได้รับกรมธรรม์ ควรตรวจสอบความถูกต้อง หากพบข้อมูลที่ผิด เช่น ชื่อผู้รับประโยชน์หรือชื่อผู้เอาประกันภัยผิดพลาด ฯลฯ ให้ทักท้วงบริษัทเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
6.จ่าย ค่าเบี้ยประกันชีวิตตามกำหนดทุกครั้ง โดยติดต่อชำระที่บริษัท สาขา หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือผ่านธนาคารในกรณีชำระผ่านตัวแทนของบริษัท ให้เรียกใบเสร็จรับเงินตามแบบพิมพ์ของบริษัทเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง
7.แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ หรือบุคคลในครอบครัวทราบ ถึงการทำประกันชีวิต และสถานที่เก็บกรมธรรม์8.ติดต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ.เขต สำนักงาน คปภ.ภาค และสำนักงาน คปภ. จังหวัด ทุกครั้งที่มีปัญหา
ข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
5 ขั้นตอนวางแผนทำประกันให้ตอบโจทย์
ขั้นตอนแรก – ต้องมีวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตเสียก่อน เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนต้องการคุ้มครองรายได้ของครอบครัว โดยหากมีเหตุไม่คาดฝันกับหัวหน้าครอบครัว อยากให้มีเงินเอาไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวหรือคนข้างหลังได้ต่อไปเหมือนเดิม บางคนต้องการคุ้มครองภาระหนี้สิน หากเป็นอะไรไปหนี้สินจะได้ไม่เป็นภาระต่อคนข้างหลัง บางคนต้องการสร้างสินทรัพย์มรดกที่ง่ายที่สุดให้แก่ลูกหลาน บางคนต้องการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นเรื่องวัตถุประสงค์ของการทำประกันจึงเป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านควรต้องเป็นพิจารณาเป็นอันดับแรก
ขั้นตอนที่ 2 – ต้องเลือกแบบประกันที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการทำ กรณีนี้พูดง่ายๆ ก็คือ อยากได้อะไรก็ต้องทำแบบนั้น เช่น เลือกทำทุนประกันที่เหมาะสมกับเป้าหมาย ระยะเวลาความคุ้มครอง ระยะเวลาการได้รับเงินคืนกรณีเป็นกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ สัญญาเพิ่มเติมเช่นค่ารักษาพยาบาลที่เพียงพอกับค่ารักษาที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 3 – ต้องจ่ายเบี้ยประกันที่เหมาะสม ในกรณีหากเป็นกรมธรรม์ที่เน้นความคุ้มครอง เบี้ยประกันต่อทุนประกันก็จะไม่สูงมากนัก หากเป็นกรมธรรม์ที่เน้นความคุ้มครองรวมกับการสะสมเงินหรือการลงทุนเบี้ยก็จะสูงขึ้น โดยเบี้ยประกันที่จ่ายจะต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และต้องมั่นใจว่าสามารถส่งเบี้ยประกันได้ตลอดอายุกรมธรรม์ เพราะหากส่งไม่ครบ หรือเวนคืนก่อนอาจทำให้ขาดทุนได้
ขั้นตอนที่ 4 – ควรต้องพิจารณาเลือกทำประกันกับตัวแทนที่มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้เนื่องจากตัวแทนเป็นบุคคลสำคัญที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ที่จะซื้อประกัน ดังนั้นหากตัวแทนเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขของประกันเป็นอย่างดี ก็จะทำให้ท่านผู้อ่านสามารถตัดสินใจเลือกกรมธรรม์ที่เหมาะสมกับความต้องการได้ นอกจากนี้หากเราได้ตัวแทนที่มีความรักในงานบริการและมีจรรยาบรรณที่ดี ไม่จูงใจลูกค้าด้วยส่วนลด แลก แจก แถมก็จะทำให้เราได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่กับการทำประกันนั้นๆ
ขั้นตอนที่ 5 – ต้องไม่ซื้อประกันเพราะเกรงใจ ท่านผู้อ่านต้องจำไว้เสมอว่าการซื้อประกันชีวิตนั้น ท่านกำลังซื้อสิ่งที่สำคัญต่ออนาคตของคนที่ท่านรักและตัวท่านเอง เพราะฉะนั้นอย่างซื้อประกันเพราะเกรงใจที่คนขายเป็นญาติ อย่าซื้อประกันเพราะเค้ามีของแถมให้ แต่การทำประกันที่ดีควรจะต้องเกิดมาจากความต้องการของเรา และค่าเบี้ยประกันที่เหมาะ สมจึงจะทำให้เราได้ประกันที่ตอบโจทย์เรามากที่สุดนั่นเอง
ข้อมูลจาก : alife
ขั้นตอนการดำเนินการ
ข้อมูลจาก : pikul Nabtangdee
