แนวทางปฏิบัติในการพิจารณาจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ กรณีอุบัติภัยร้ายแรงจากแผ่นดินไหว
ตามที่ได้เกิดอุบัติภัยร้ายแรงจากแผ่นดินไหวใน 6 จังหวัดภาคใต้ ในส่วนของผู้ประสบภัยทุกคนที่อยู่ในรถยนต์ จะได้รับความคุ้มครองสำหรับความบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ในกรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกาย จะได้รับ ค่ารักษาพยาบาล ตามความเสียหายอันแท้จริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ในกรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ เป็นจำนวน 35,000 บาท
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ผู้ประสบภัยจากรถอันเนื่องจากอุบัติภัยในครั้งนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมการประกันภัย อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย ในทุกๆด้าน ทั้งการแนะนำเรื่องการเตรียมหลักฐาน ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น การพิจารณาจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น ตลอดจนการประสานงานกับบริษัทที่รับประกันภัย โดยถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันดังต่อไปนี้1. ขั้นตอนการรับเรื่อง1.1 ในกรณีที่มีผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยมาติดต่อ ขอให้สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเป็นผู้ประสบภัยจากรถ ขอให้รับเรื่องไว้ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมเอกสาร หลักฐานที่จะขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปลงศพต่อไป 1.2 ในการรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นผู้ประสบภัยจากรถอันเนื่องจากอุบัติภัยครั้งนี้หรือไม่ ให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆด้วย โดยอาจอาศัยข้อมูลจากโรงพยาบาล ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หรือหน่วยงานต่างๆ ประกอบกันเพื่อประกอบการพิจารณา
2. ขั้นตอนการเตรียมหลักฐาน2.1 กรณีผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ (1) หลักฐานแสดงตน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัว หรือสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หลักฐานแสดงตัว กรณีผู้ประสบภัยไม่มีเอกสารดังกล่าว และไม่ปรากฏชื่อผู้ประสบภัยในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เป็นเหตุให้หน่วยงานทางทะเบียน ไม่สามารถออกเอกสารได้ ให้เจ้าหน้าที่ แสวงหาและใช้หลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้มีชื่อในหลักฐานนั้นเป็น ผู้ประสบภัย เป็นเอกสารทดแทน(2) หลักฐานแสดงว่าประสบภัยจากรถ ได้แก่ สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน ให้แนะนำให้ ผู้ร้องไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ในการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ประสบภัย และรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่ประสบภัย ตลอดจนวันเวลา สถานที่เกิดเหตุ (ทั้งนี้ สำนักงานประกันภัยจังหวัด ควรมีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง พนักงานสอบสวน ให้ระบุประเด็นที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบภัย ในการดำเนินการแจ้งความต่อไป)(3) หลักฐานแสดงความเสียหาย ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการแจ้งหนี้ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หากเป็นความเสียหายต่อร่างกายของผู้ประสบภัยในช่วงวัน เวลา ที่เกิดอุบัติภัยครั้งนี้ให้สันนิษฐานว่า ค่ารักษาพยาบาลทุกรายการตามจำนวนที่ระบุในหลักฐาน เป็นค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลอันแท้จริงของผู้ประสบภัยจากรถ ในการพิจารณาว่าเป็นความเสียหายอันเกิดจากรถ ให้พิจารณาประกอบเอกสารหลักฐานอื่นๆ ด้วย2.2 กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต(1) หลักฐานแสดงตน ให้ใช้ตามข้อ 2.1 (1) (2) หลักฐานที่แสดงว่าประสบภัยจากรถ ให้ใช้ตามข้อ 2.1 (2) (3) หลักฐานแสดงความเสียหาย ได้แก่ สำเนามรณบัตร กรณีผู้ประสบภัยไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ เป็นเหตุให้ทางราชการไม่สามารถออกมรณบัตรให้ได้ ให้กองทุนฯ พิจารณาจากหลักฐานของทางราชการที่มีการออกให้ในลักษณะเดียวกับมรณบัตร(4) หลักฐานที่แสดงการเป็นทายาทโดยธรรม ได้แก่ บัตรแสดงตน สำเนาทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น ในกรณีที่หลักฐานดังกล่าวสูญหาย ให้ใช้หลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้ทดแทนได้ และหากเป็นกรณีผู้ประสบภัย เป็นผู้มิได้อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ เช่น ชาวต่างชาติ ให้กองทุนฯ แนะนำพร้อมประสานสถานทูตประเทศของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยนั้น ให้ออกหลักฐานรับรองเพื่อใช้ประกอบการขอรับเงิน
2.3 กรณีผู้ประสบภัยสูญหาย
ในการพิจารณาอันจะถือได้ว่าผู้ประสบภัยสูญหาย โดยยังไม่พบศพ ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) ไม่สามารถพบศพได้ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2548 (2)มีรายชื่อปรากฏอยู่ในประกาศของทางราชการว่าเป็นบุคคลสูญหายจากภัยภิบัติครั้งนี้ (3)มีพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดแสดงว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในสถานที่เกิด ภัยพิบัติหรือบริเวณใกล้เคียง ดังนี้
3.1 พยานบุคคลยืนยัน
3.2 พยานเอกสารยืนยัน เช่น หลักฐานการเข้าพักโรงแรม หลักฐานการเดินทาง หลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือ
3.3 พยานวัตถุยืนยัน เช่น รถ โทรศัพท์ เป็นต้น
(4) มีสำเนาบันทึกแจ้งความคนสูญหายต่อพนักงานตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครอง
ข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
จากวิกฤตการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ช่วงปลายปี 2554 ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยโดยรวมถดถอยและอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศรัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะฟื้นฟูประเทศและเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ผลจากการเกิดอุทกภัยยังส่งผลกระทบต่อ
ผู้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดยประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดจากภัยพิบัติ ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยประกันภัยเป็นจำนวนสูงมาก หรือไม่สามารถเอาประกันภัยได้ ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินที่อาจเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ” ขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภัยพิบัติขึ้นในพ.ศ. 2555 โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากภับพิบัติ โดยรับประกันภัย และทำการประกันภัยต่อ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย โดยการจัดให้มีการรับประกันภัยในจำนวนสูงสุด ในอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองภัยพิบัติได้อย่างเพียงพอ ทั่วถึง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ และผู้ประกอบการต่างๆให้ยังคงดำเนินกิจการต่อไปในประเทศไทย
“กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ” จะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม ภัยแผ่นดินไหว
และภัยลมพายุ ทั้งนี้คำจำกัดความของคำว่า “ภับพิบัติ” หมายถึง ภัยธรรมชาติที่เข้าลักษณะความรุนแรง
ถึงขั้นเป็นภัยพิบัติดังนี้
– คณะรัฐบาลประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรง ตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทย
โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย
– กรณีค่าสินไหมทดแทนรวมของผู้เอาประกันภัย ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติมากกว่า
5,000 ล้านบาท ต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 60 วัน โดยมีการเรีกร้องค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่
2 รายขึ้นไป
– กรณีธรณีพิบัติ ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป
– กรณีวาตภัย ความเร็วของลมพายุตั้งแต่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป
รุปแบบกรมธรรมืประกันภัยพิบัติ จะเป็นแบบจำกัดความรับผิด (Sub Limit) โดยมีความคุ้มครองดังนี้
1.กลุ่มผู้เอาประกันภัยที่เป็นบ้านอยู่อาศัย กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย และภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย
จะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติใน วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัย(ต่อปี) เท่ากับ 0.5 %
2.กลุ่มผู้เอาประกันภัยที่เป็นธุรกิจ SMEซึ่งมีทุนประกันภัยไม่เกิน 50 ล้านบาท ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองภัยพิบัติโดยมีการจำกัดความรับผิดไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย
โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัย (ต่อปี) เท่ากับ 1%
3.กลุ่มผู้เอาประกันภัยภาคอุตสาหกรรม ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองภัยพิบัติโดยมี
การจำกัดความรับผิดไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย
โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัย (ต่อปี) เท่ากับ 1.25%
สำหรับกลุ่มผู้เอาประกันภัยที่เป็น ธุรกิจ SMEและภาคอุตสาหกรรมนั้น ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ จะต้องมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือ กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) เป็นกรมธรรม์ประกันภัยหลักก่อน
ในกรณีอุทกภัย กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติจะไม่คุ้มครองทรัพย์สินที่ตั้งอยุ่ในพื้นที่ที่ภาครัฐกำหนดให้
เป็นพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือโดยตรงอยู่แล้ว เช่นพื้นที่กักเก็บน้ำ หรือทางผ่านน้ำ
เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
วิธีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
บริษัทประกันภัยจะเข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ยกเว้นกรณีอุทกภัยในกลุ่ม
ผู้เอาประกันภัยที่เป็นบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากมีผู้เอาประกันภัยเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน จึงจะพิจารณาที่ระดับน้ำเป็นเกณฑ์ดังนี้
กลุ่มผู้เอาประกันภัย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ความเสียหายส่วน
แรกที่ผู้เอาประกันภัย
ต้องรับผิดชอบเอง
บ้านอยู่อาศัย
กรณีอุทกภัย
น้ำท่วมพื้นที่ภายในบ้านความคุ้มครอง 30%ของวงเงินการจำกัดความรับผิด
น้ำท่วม 50 ซม. ความคุ้มครอง 50% ของวงเงินจำกัดความรับผิด
น้ำท่วม 75 ซม. ความคุ้มครอง 75% ของวงเงินจำกัดความรับผิด
น้ำท่วม 100 ซม. ความคุ้มครอง 100% ของวงเงินจำกัดความรับผิด
กรณีวาตภัย/ธรณีพิบัติภัย
บริษัทประกันภัยสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัย
ไม่มี
ธุรกิจ SME และ อุตสาหกรรม
กรณีอุทกภัย/วาตภัย/ธรณีพิบัติภัย
บริษัทประกันภัยจะเข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจำนวนวงเงินจำกัดความรับผิดชอบของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
5% ของการจำกัด
ความรับผิดชอบ
ข้อมูลจาก : mbtsbroking
